* *

Pages: [1]
  Print  
Share this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on MySpaceShare this topic on TwitterShare this topic on Yahoo
Author Topic: เจ้าของร้านอาหารไทย ที่กำลังรับสมัครงานหรือรับสมัครลูกจ้าง โปรดอ่านตรงนี้ก่อนค่ะ  (Read 451 times)
fenwie
Newbie
นักเดินทาง
*
Posts: 10


View Profile
« on: Sep 24, 2018, 01:20:16 »

จากที่เป็ประเด็นกันร้อนแรงตอนนี้
https://www.thaiontario.com/index.php?topic=11455.0

เข้ามาอ่านเพราะเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านอาหารไทยในเมืองๆหนึ่งในมนฑล ออนทาริโอ้ ส่งลายแทงมาให้อ่าน
ถึงกับต้องสมัครเป็นสมาชิกมาโพสท์กันเลยทีเดียว

ดิฉันอยู่อเมริกา มีเพื่อนเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยบ้างะ ปัญญาคล้ายๆแบบนี้มีเยอะมาก
เจ้าของร้านอาหารไทยส่วนใหญ่ทุกรัฐ ก็ชอบจ้างพวกไม่มีใบอนุญาตทำงาน เพราะจะได้จ้างได้ถูก
ถ้าจ้างพวกที่มีกรีนการ์ด พวกนั้นก็ไม่ยอมให้กดค่าแรง มันก็เลยเป็นปัญหาเรื้อรังเป็นหลายสิบปีจนถึงทุกวันนี้

เจ้าของร้านชอบพวกแรงงานที่ไม่มีกรีนการ์ด จริงหรือไม่ มาดูเหตุผลหลักการกันค่ะ

ถ้าจ้างพวกแรงงานเถื่อน จะจ่ายเท่าไรก็ได้ เพราะเป็นการจ่ายใต้โต๊ะ ไม่ได้เข้าระบบเพย์โรล
ลูกจ้างไม่ได้เสียภาษี นายจ้างก็ไม่เสียภาษีเหมือนกัน วินวินกันทุกฝ่าย ยกเว้นรัฐ
เพราะแทนที่จะได้ภาษีเข้ารัฐ ก็ไม่ได้ เพราะมันนอกระบบ
แต่เจ้าของร้านอาหารได้ผลประโยชน์มากที่สุด เพราะไม่ได้จ่ายทั้งแรงงานขั้นต่ำ และก็ไม่ต้องเสียภาษีด้วย

ถ้าจ้างพวกที่มีกรีนการ์ด ก็คงไม่มีใครยอมให้ถูกกดค่าแรงงานแน่ อย่างน้อยก็ต้อง มินิมั่มเวจ
ซึ่งแน่นอนก็ต้องเข้าเพย์โรล ทั้งลูกจ้างนายจ้างต่างฝ่ายต่างเสียภาษี

ซึ่งจริงๆมันก็ดีกับลูกจ้าง เพราะภาษีที่จ่าย ตอนที่ต้องรีไทร์ก็ได้เงินเพนชั่น
ตามภาษีที่เราจ่าย ส่วนนายจ้างไม่ชอบแน่นอน

เพราะทั้งแรงงานขั้นต่ำ บวกกับภาษีที่ต้องจ่ายในฐานะเป็นนายจ้าง มันต่างกันเยอะ
มากกว่าที่ไปจ่ายใต้โต๊ะให้พวกแรงงานเถื่อน นายจ้างส่วนใหญ่จึงนิยมจ้าง พวกแรงงานเถื่อน เพราะเหตุผลดังกล่าว

ดิฉันก็มีเพื่อนบางคนอยู่ในแคนาดาที่เป็นทั้งเจ้าของร้านและลูกจ้าง
ที่ลูกจ้างต้องจ่ายในระบบเพย์โรล นายจ้างจะหักทุกครั้งที่มีการจ่ายเช็คให้

จะมีหักภาษี ทั้ง federal tax, provincial tax, EI (employment insurance)
และ ccp canadian pension plan ซึ่งจะเป็นผลดีต่อลูกจ้าง
เพราะซีพีพี จะกลับคืนสู่ลูกจ้าง เมื่อเกษียณจากการทำงานแล้ว
ระบบแคานาดา กับ อเมริกา จะคล้ายๆกัน

ดังนั้นถ้าอยู่ในระบบ จะเป็นผลดีต่อลูกจ้างเอง

ทีนี้พวกที่มีกรีนการ์ด หรือพีอาร์ที่แคนาดา พวกนี้จะไม่ยอมถูกกดค่าแรง
จึงเป็นที่มาว่าทำไมนายจ้างจึงชอบจ้างแรงงานเถื่อน เพราะต้นทุนต่ำกว่าเยอะ
อะไรเซฟได้ก็ต้องเซฟ ถ้าพูดในฐานะเจ้าของร้าน หลายคนก็ทำแบบนี้ และไม่ได้พึ่งทำ
แต่ทำมาหลายชั่วอายุคนจนเป็นธรรมเนียมปฎิบัตรไปเรียบร้อย

โดยเฉพาะตามรัฐ แคลิฟอร์เนียร์ นิวยอร์ค หรือมณฑล ออนทาริโอ้ บีซี ที่แคนาดา

พวกที่มีบัตรอยู่อย่างถูกกฏหมายก็ย่อมไม่พอใจ ที่นายจ้างไปจ้างแรงงานเถื่อน
แต่ไม่ยอมจ้างพวกตน ก็เลยโกรธโมโหโทโสระคนหมั่นไส้
ไปแจ้งทั้ง อิมมิเกรชั่น และ ดีพาร์ทเม้นท์ ออฟ เลย์เบอร์ จึงเป็นเหตุให้เจ้าของร้านอาหารหลายราย โดนปรับกันมาแล้ว

โดนปรับที่นี่ไม่ใช่น้อยๆนะคะ เป็นหมื่นๆเหรียญ และจะมีเรคคอร์ดติดตัวด้วย
 ถ้าคราวห้าทำอีก จะโดนปรับหนักกว่าเดิม ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนโดนครั้งเดียวก็เข็ดไปจนวันตาย

ส่วนพวกแรงงานเถื่อนก็โดนล๊อคตัวคาห้องครัว ซึ่งหลายคนก็เคยโดนกันมาแหล่ะค่ะ
เจ้าหน้าที่ล๊อคทั้งประตูหน้า ประตูหลัง หลบหนีกันไม่ได้เลย

โดนจับตัวเสร็จก็โดนส่งไปคุมขังสำหรับพวกหลบหนีเข้าเมืองโดยเฉพาะ
บางคนต้องอยู่เป็นเดือนกว่าจะโดนทำเรื่องส่งตัวกลับเมืองไทย  

ส่วนใหญ่ที่โดนๆกัน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เดิมสุ่มเข้าไปตรวจกันนะคะ
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝีมือคนไทยด้วยกันเองแหล่ะค่ะ ที่กลั่นแกล้งกันเอง

ยกตัวอย่าง เพื่อนร่วมงานในร้านเดียวกัน หมั่นไส้ไม่ชอบขี้หน้ากัน พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเถื่อน ก็โทรไปแจ้งอิมมิเกรชั่น
หรือลูกจ้างบางคนที่เคยอยู่อย่างเถื่อนมาก่อนโดนกดค่าแรง พอได้กรีนการ์ด ก็ออกจากร้าน
และไปแจ้งกรมแรงงานว่า ร้านนี้ๆนายจ้างกดขี่ค่าจ้าง จ้างแรงงานเถื่อน จ่ายใต้โต๊ะ
พอเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ก็โดนทั้งภาษีย้อนหลัง บางรายก็ต้องโดนศาลสั่งให้จ่ายค่าแรงงานย้อนหลังด้วย

หรือบางร้าน เจ้าของร้าน หมั่นไส้อีกร้านขึ้นมา ก็โทรไปแจ้งว่า
ร้านนั้น ร้านนี้ แจ้งแรงงานเถื่อน โกงภาษี จ่ายนอกระบบกัน
 แกล้งโทรไปแจ้งมันเลย เพราะหมั่นไส้ว่าร้านขายดีมาก ส่วนร้านตัวเองขายสู้ไม่ได้

หรือไม่ก็พวกที่ไปทำงานสวนผลไม้ เก็บผลไม้ต่างๆ บางทีเอเย่นต์แย่งลูกค้ากัน
อีกเอเย่นต์หนึ่งก็โทรไปแจ้งอีกเอเย่นหนึ่งว่าแจ้งแรงงานเถื่อน
ผลปรากฏ เอเย่นต์โดนปรับหนัก ถึงขนาดต้องปิดบริษัทกันเลยทีเดียว


ฝีมือคนไทยด้วยกันเองทั้งนั้น
ไม่ต้องไปมองคนอื่นคนไกลค่ะ คนใกล้ตัวเองค่ะ ขอโทษที
 

เพื่อนดิฉันที่เป็นเจ้าของร้านอาหารไทย ทั้ง อเมริกา แคนาดา บอกไม่จ้างเด็ดขาดพวกแรงงานผี
เพราะในระยะยาวแล้วไม่คุ้ม


ดังคำที่ว่า

short term gain long term pain ระยะสั้นๆได้เปรียบ ระยะยาวเจ็บปวด

เพราะไม่ช้าก็เร็ว วันหนึ่งคุณก็หนีกฏแห่งกรรมไม่พ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งที่คุณต้องโดนจนได้ซักวัน
ไม่มีทางที่คุณจะหนีพ้นค่ะ เพราะมันคือสัจจธรรมชีวิต

เช่นลูกจ้างคุณที่โดนกดค่าแรง วันหนึ่งอาจได้ PR หรือ Greencard
และเขาอาจจะฟ้องร้อง ขอค่าแรงย้อนหลัง
หรือแม้นกระทั่งคนที่เป็นโรบินฮูดก็มีสิทธิ์ได้เงินค่าเสียหาย ถ้ามีหน่วยงานไหนยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ





ดังเช่นตัวอย่างนี้เป็นต้น ระบบอเมริกา กับ แคนาดา โดยรวมคล้ายๆกันค่ะ จะแตกต่างก็เฉพาะปลีกย่อย



เรื่องคุณเยาวภา ที่โดนศาลอเมริกาตัดสินว่ามีความผิด

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : เยาวภา ฤทธิ์เดช เจ้าของร้าน “เรือนทอง ไทย ค่าเฟ่” และ “วอลเตอร์ คาเฟ่” ในเมืองอูไคย่า ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย ถูกศาลสั่งจ่ายเงินชดเชยลูกจ้างเกือบห้าสิบคน เป็นเงิน 250,000 ดอลลาร์
สำนักงานค่าจ้างและชั่วโมงทำงาน กระทรวงแรงงาน แจ้งมายังสยามทาวน์ยูเอส เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงคำตัดสินใจคดีที่กระทรวงแรงงาน ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม กระทรวงความมั่นคงภายใน (Homeland Security) และกรมสรรพากร (IRS) ร่วมกันเอาผิดเจ้าของร้านอาหารไทยที่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง ซึ่งมีเอกสารแสดงตัวไม่ครบถ้วน

ข่าวบอกว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้ คือนางเยาวภา ฤทธิ์เดช วัย 55 ปี เจ้าของร้านอาหารสองแห่งในเมืองอูไคย่า ของเมนโดซิโน่ เคาน์ตี้ ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย คือร้าน เรือนทอง ไทยคาเฟ่ และ วอลเตอร์ คาเฟ่ ได้ยินยอมสารภาพผิด (pleaded guitly) ต่อผู้พิพากษา เอ็ดเวิร์ด เอ็ม เช็น แห่งศาลแขวงแคลิฟอร์เนียภาคเหนือตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ต่อข้อหาเจตนาแจ้งเสียภาษีรายได้ที่เป็นเท็จ และข้อหาจ่ายค่าแรงต่ำกว่ากฎหมายกำหนดกับลูกจ้างในร้าน ซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย โดยยอมรับด้วยว่าเธอได้แนะนำไม่ให้ลูกจ้างสนทนากับใครเกี่ยวกับสภาพการทำงานในร้าน เพราะจะส่งผลกระทบถึงการอยู่แบบผิดกฎหมายของพวกเขา

แต่ที่สุด การฉ้อโกงค่าแรงที่เกิดขึ้นในร้านอาหารทั้งสองแห่งได้ถูกเปิดโปงขึ้นหลังจากการเข้าไปสอบสวนของสำนักงานค่าแรงและชั่วโมงทำงาน ในซานฟรานซิสโก

ข่าวบอกด้วยว่า นางเยาวภา ฤทธิ์เดช ยินยอมสารภาพผิดตามข้อหา เพื่อแลกกับการลดหย่อนโทษ เหลือเพียงแค่การจ่ายเงินจำนวน 250,000 ดอลลาร์คืนให้กับอดีตลูกจ้างของเธอ

นางซูซาน่า แบลนโก้ ผู้อำนวยการสำนักงานค่าแรงและชั่งโมงทำงาน ซานฟรานซิสโก กล่าวว่า ทางหน่วยงานของเธอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งกระทรวงยุติธรรม ไออาร์เอส โฮมแลนด์ฯ จะทำทุกอย่างเพื่อเอาผิดกับนายจ้างที่เอารัดเอาเปรียบคนงานที่อยู่แบบไม่ถูกต้อง และว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่บรรดาลูกจ้างในคดีนี้จะต้องได้รับค่าแรงชดเชย เพื่อให้ลูกจ้างคนอื่นๆ ได้ทราบว่า สิทธิของพวกเขาจะได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยกระทรวงแรงงาน ไม่ว่าอยู่ในสถานภาพใดในประเทศนี้

ทั้งนี้ นางเยาวภา ฤทธิ์เดช และสามี คือ สตีฟ วอลเตอร์ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเมื่อปี 2013 โดยในชั้นแรกนั้น ข่าวบอกว่าทางกระทรวงแรงงาน ยื่นฟ้องทั้งสองโดยเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งเป็นทั้งค่าปรับและค่าแรงย้อนหลังให้กับคนงานสูงถึง 1.9 ล้านดอลลาร์  โดยคำฟ้องบอกว่าสองสามีภรรยาใช้งานแรงงานคนไทย ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 47 คน เกือบ 12 ชั่วโมงต่อวัน ตลอดเจ็ดวัน โดยไม่มีช่วงเวลาหยุดพัก โดยจ่ายค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย อีกทั้งไม่มีการจ่ายค่าล่วงเวลา โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปี 2010-2013

ในปี 2012 นางเยาวภา ฤทธิ์เดช และสามีถูกเจ้าหน้าที่ของ ไออาร์เอส ถือหมายศาลเข้ามาตรวจค้นในร้านอาหารทั้งสองแห่ง จากนั้นในปี 2014 ทั้งสองถูกจับกุมและได้มีการตั้งข้อหาอาญาร้ายแรง (felony) ของรัฐบาลกลางถึงสองข้อหาให้กับเจ้าของร้าน คือข้อหาเจตนาแจ้งเสียภาษีรายได้ที่เป็นเท็จ (Making and subscribing false tax returns) คนละห้ากระทง และข้อหาเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการมีบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ (Willfully violating foreign bank account recording requirements) สำหรับนางเยาวภา ฤทธิ์เดช อีกสองกระทง

ข่าวบอกว่าข้อหาแรกนั้น มีบทลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 250,000 ดอลลาร์ หรือสองเท่าของรายได้ที่ไม่ได้แจ้ง (เลือกปรับจากยอดท่ีสูงกว่า) และข้อหาที่สองนั้น มีโทษจำคุกถึง 5 ปี และปรับ 250,000 ดอลลาร์ หรือสองเท่าของยอดเงินในบัญชีต่างประเทศ (เลือกปรับจากยอดที่สูงกว่า) แต่ภายหลัง (เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2014) ทาง ไออาร์เอส แถลงเพิ่มเติมว่า หากผู้ใดขอยื่นภาษีย้อนหลัง 3 ปี ถือว่าไม่มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงการเสียภาษี จะเสียค่าปรับเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของยอดเงินในบัญชีธนาคารต่างประเทศ และจะไม่มีความผิดทางอาญา

ข้อมูลจากนายคิด ฉัตรประภาชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีของสหรัฐฯ ระบุถึงกฎหมายว่าด้วยการแจ้งบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ ที่ ไออาร์เอส ใช้เอาผิดกับเจ้าของร้านไทยในคดีนี้ว่า เป็นกฎหมายที่มีมาตั้งแต่ปี 1970 เรียกว่า the Bank Secrecy Act. เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการสืบหาเงิน ที่ถูกนำไปฝากในต่างประเทศเพื่อหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันไปถึงการฟอกเงิน หรือการสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้าย ฯลฯ โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีผลกับพลเมืองอเมริกัน และผู้มีถิ่นฐานถาวรในอเมริกา (ใบเขียว) เท่านั้น  

โดยไออาร์เอส มีข้อตกลงความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินถึง 77,000 แห่งในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก รวมถึงทุกธนาคารในประเทศไทยด้วย

สาระของกฎหมายฉบับนี้ระบุว่า ผู้มีเงินฝากในบัญชีธนาคารในต่างประเทศเกินกว่า 10,000 ดอลลาร์ (ทั้ง Saving Checking, Secuities or Brokerage Insurance, Retirement Account และ annuities) จะต้องยื่นแบบฟอร์มเสียภาษี เรียกว่า FBAR Form 114 ภายใน 30 มิถุนายน ของทุกปี

ในกรณีของนางเยาวภา ฤทธิ์เดช นั้น ข่าวบอกว่ามีเงินในบัญชีออมทรัพย์ (Saving account) ของธนาคารกสิกรไทย ปี 2009-2010 มากกว่า 10,000 ดอลลาร์
                            
ในส่วนของนายสตีฟ วอลเตอร์ นั้น ข่าวบอกว่าเขายังไม่ยอมรับสารภาพผิด และมีกำหนดจะขึ้นศาลในวันที่ 23 มกราคม 2017.

 
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส
http://www.siamtownus.com/2016/New-1609000035-1.aspx




« Last Edit: Sep 24, 2018, 01:28:14 by fenwie » Logged
fenwie
Newbie
นักเดินทาง
*
Posts: 10


View Profile
« Reply #1 on: Sep 24, 2018, 01:27:16 »

อีกตัวอย่างค่ะที่อเมริกา สงสัยเร็วๆนี้ที่แคนาดาคงมีโดนกันบ้าง เพราะประเด็นน้องลันลาร้อนแรงเหลือเกิน



วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) เมื่อวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา นายพอล จำรูญ หรือที่รู้จักในชื่อไทยว่านาย วีรพล พัฒนกิจจำรูญ อดีตเจ้าของร้านอาหารไทยสองร้านในสหรัฐอเมริกา ได้สารภาพผิดกับข้อกล่าวหา Forced Labor ของกฎหมายแรงงาน โดยกดขี่แรงงานและค่าจ้างกับลูกจ้างชาวไทย 4 ราย นอกเหนือจากนั้นยังมีโทษฉ้อโกงวีซ่าผิดประเภทและโกงภาษี ตามข้อมูลของกระทรวงยุติธรรม

ในระหว่างปีค.ศ. 2011 - 2014 นายพอล จำรูญได้ขอวีซ่าประเภท E-2 ให้กับคนไทยจำนวน 4 คนเพื่อเดินทางมายังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อจุดประสงค์ในการทำงานให้กับร้านอาหารของเขาทั้งสองร้านคือร้าน Curry in a Hurry ในเมือง Oswego รัฐออริกอน และร้าน Teriyaki Thai ในเมือง Ridgefield รัฐวอชิงตัน โดยนายจำรูญไม่ได้เป็นเจ้าของร้านอาหารสองร้านดังกล่าวแล้ว  โดยวีซ่า E-2 คือวีซ่าที่ให้กับนักลงทุนเงินในธุรกิจในสหรัฐอเมริกาหรือลูกจ้างที่มีความสามารถตรงกับคุณสัมบัติพิเศษตามที่ธุรกิจต่างๆ กำหนดไว้

นายพอล จำรูญ อายุ 54 ปี พลเมืองของอเมริกันที่อาศัยอยู่ที่ Depoe Bay บังคับให้ลูกจ้าง 4 รายดังกล่าวทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน 6-7 วันต่อสัปดาห์และจ่ายค่าแรงต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ ซึ่งไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับลูกจ้าง ตามข้อตกลงในคำรับสารภาพของนายพอล จำรูญระบุว่าเขาผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับ 4 ลูกจ้างไทยว่าจะพามาทำงาน จากนั้นข่มขู่ว่าจะส่งตัวกลับหากไม่ปฎิบัติตาม

สุดท้ายศาลสั่งให้นายพอล จำรูญ จ่ายเงินชดใช้ค่าแรงที่ใช้แรงงาน 4 คนไทยเกินเวลาจำนวน 131,391 ดอลลาร์ และต้องจ่ายภาษีคืนให้กับ IRS (ปี ค.ศ.2012-2013) จำนวน 120,384 ดอลลาร์เนื่องจากปกปิดรายได้จากเงินสดระหว่างปี 2012 - 2015  โดยคดีทั้งหมดนี้เป็นคดีที่สอบสวนร่วมกันระหว่าง FBI ,​ IRS , ตำรวจเมือง Portland และกระทรวงแรงงาน

โดยท้ายที่สุดในวันที่ 24 พฤษภาคม 2018 ที่จะถึงนี้นายพอล จำรูญอาจจะต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปีในข้อหาบังคับข่มขู่และบังคับใช้แรงงาน 5 ปีข้อหาฉ้อโกงการทำวีซ่าผิดประเภท และ 3 ปีในข้อหาการฉ้อโกงภาษี

http://www.siamtownus.com/2016/New-1802000134-1.aspx
Logged
fenwie
Newbie
นักเดินทาง
*
Posts: 10


View Profile
« Reply #2 on: Sep 24, 2018, 01:42:19 »

สำหรับคนที่เป็นเจ้าของร้านอาหารไทยทุกแห่งไม่ว่า แคนาดา หรือ อเมริกา
ขอให้ไตร่ตรองพิจารณาอย่างรอบคอบค่ะ

ในการที่จะแจ้งแรงงานผี อย่าคิดว่าใครไม่รู้ อย่าคิดว่าไม่เป็นไร
อย่าคิดว่าเรื่องพวกนี้มันจะไม่มาถึงเรา แต่จงคิดว่าวันหนึ่งเรื่องพวกนี้มันอาจมาถึงเราก็ได้

เพื่อนดิฉันยึดหลักข้อนี้เป็นอุทธาหรณ์ เพราะเคยเห็นมาแล้วที่มีบางร้านที่ แคลิฟอร์เนีย
โดนปรับแบบชนิดที่เข็ดไปจนตาย ไม่กล้าจ้างแรงงาผีๆอีก โดนทีเดียวก็ไม่คุ้มแล้ว เสียประวัติไปตลอดชีวิต 

อเมริกา กับ แคนาดา กฏหมายเรื่องพวกนี้ก็ไม่ต่างกันมาก
ได้ฟังเรื่องราวของน้องลันลา ก็รู้สึกสงสารเห็นใจเหมือนกัน

เข้าใจในความรู้สึกที่โดนกดค่าจ้าง พอได้เป็นพีอาร์ก็อยากจะเอาคืน ตรงนี้ก็เข้าใจค่ะ

อยากจะบอกถึงเจ้าของร้านอาหารไทยในแคนาดา กับ อเมริกา ทุกร้านว่า

เอาจริงๆนะคะ มันก็ไม่คุ้มหรอกค่ะ ถ้ามองกันในระยะยาวๆ ช่วงแรกๆคุณอาจจะประหยัดเงินได้เยอะ
คุณลองคิดในอนาคตนะคะ ถ้าวันหนึ่งพวกลูกจ้างที่โดนกดค่าแรง และเขาเกิดได้กรีนการ์ด หรือ พีอาร์ ขึ้นมา

คุณจะรู้ได้ไงว่าพวกเขาจะไม่มาย้อนหลังเล่นงานคุณ พอเขาอยู่อย่างถูกกฏหมาย เขาก็ไม่กลัวพวกคุณแล้ว
เช่น น้องลันลาเป็นต้น

พวกคุณต้องไตร่ตรองพิจารณาอย่างรอบคอบค่ะ ในการที่จะแจ้งแรงงานผี อย่าคิดว่าใครไม่รู้ อย่าคิดว่าไม่เป็นไร อย่าคิดว่าเรื่องพวกนี้มันจะไม่มาถึงเรา

แต่จงคิดว่าวันหนึ่งเรื่องพวกนี้มันอาจมาถึงเราก็ได้ เพื่อนดิฉันยึดหลักข้อนี้เป็นอุทธาหรณ์
เพราะเคยเห็นมาแล้วที่มีบางร้านที่ แคลิฟอร์เนีย โดนปรับแบบชนิดที่เข็ดไปจนตาย ไม่กล้าจ้างผีๆอีก
โดนทีเดียวก็ไม่คุ้มแล้ว เสียประวัติไปตลอดชีวิต 


ถ้าเราทำอะไรที่มันถูกต้อง เราก็ไม่ต้องพะว้าพะวงว่าจะโดนย้อนหลังเล่นงานเมื่อไร
นอนก็นอนตาหลับ ตื่นขึ้นมาก็ไม่ต้องวิตกกังวลเป็นทุกข์ ว่าจะโดนภาษีย้อนหลังไหม

เพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านอาหารที่โตรอนโต้ เขาบอกเลยว่า ไม่รับพวกผี ที่ไม่มี sin นัมเบอร์ เด็ดขาด
เพราะถ้าโดนปรับขึ้นมา เป็นหมื่นเลยค่ะต่อคน ประวัติเแย่ดวย 

ถ้าเจ้าของร้านทุกร้าน ร่วมแรงร่วมใจ ไม่จ้างแรงงานเถื่อน
พวกที่เข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ก็ไม่มีโอกาสได้งานทำ อีกหน่อยพวกเขาก็เลิกล้มความตั้งใจ ที่จะขอวีซ่าและโดดมาทำงาน

แต่ถ้าคุณยังนิยมจ้างแรงงานเถื่อน เพียงเพื่อจ้างได้ถูก พวกเขาก็จะไปบอกเพื่อนฝูงที่เมืองไทย
ให้ขอวีซ่าท่องเที่ยวและหนีมาทำงานเถื่อนกันหมด มันก็จะเป็นแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น เป็นวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบ

ถ้าไม่มีการจ้างแรงงานเถื่อน ก็ไม่มีลูกจ้างเถื่อนเช่นกัน แบบนี้ถึงจะเรียก วินวินกันทุกฝ่าย 
ทุกอย่างอยู่ที่พวกคุณค่ะ พวกคุณคุมเกมส์ได้ แต่พวกคุณก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่พวกคุณได้เปรียบ
โดยไม่คำนึงถึงกฏหมาย และความถูกต้อง



ยอมจ้างแพงหน่อยแต่ถูกกฏหมาย ย่อมสบายใจกว่า และไม่ต้องมาโดนตลบหลังด้วย 
สรุป ทำอะไรให้มันถูกกฏหมายดีกว่าค่ะ  

ดิฉันขอฝากไว้เท่านี้ค่ะ
Logged
Pages: [1]
  Print  
 
Jump to:  

RSS | WAP
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2011, Simple Machines
SMFAds for Free Forums
| TinyPortal 1.0 beta 5-1 | Based on Outline Omega by DzinerStudio